กินบะหมี่นับร้อยชาม แต่สาวญี่ปุ่นยังหุ่นเพรียว เผยดื่ม "สิ่งนี้" ต่อเนื่อง 1 ปี!

กินบะหมี่นับร้อยชาม แต่สาวญี่ปุ่นยังหุ่นเพรียว เผยดื่ม "สิ่งนี้" ต่อเนื่อง 1 ปี!

กินบะหมี่นับร้อยชาม แต่สาวญี่ปุ่นยังหุ่นเพรียว เผยดื่ม "สิ่งนี้" ต่อเนื่อง 1 ปี!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาวญี่ปุ่นกินโซบะนับร้อยชามแต่ยังหุ่นเพรียว เผยดื่ม “โกโก้” ต่อเนื่อง 1 ปี แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำ ไม่ใช่เครื่องดื่มลดน้ำหนักมหัศจรรย์

เรื่องราวของหญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้รับความสนใจ หลังมีรายงานว่าเธอสามารถกินโซบะได้ครั้งละจำนวนมาก แต่ยังคงรูปร่างค่อนข้างผอม โดยเจ้าตัวเผยว่าในอดีตเคยมีน้ำหนักเกิน ก่อนจะเริ่มดื่มโกโก้เป็นประจำต่อเนื่องประมาณ 1 ปี และรู้สึกว่าหลังจากนั้นร่างกายควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวเป็นเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคล และยังไม่สามารถใช้ยืนยันได้ว่า “โกโก้” เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอกินมากแล้วยังไม่อ้วน เพราะน้ำหนักตัวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน การออกกำลังกาย พันธุกรรม ระบบเผาผลาญ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยรวม

ถึงอย่างนั้น โกโก้ไม่หวานก็เป็นอาหารที่ได้รับความสนใจในวงการโภชนาการ เนื่องจากอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล โดยเฉพาะฟลาแวนอล ซึ่งมีงานวิจัยศึกษาถึงประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ หลอดเลือด และกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย

โกโก้กับช็อกโกแลตต่างกันอย่างไร?

หลายคนมักเข้าใจว่าโกโก้และช็อกโกแลตเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในด้านโภชนาการมีความแตกต่างกันพอสมควร ผงโกโก้ไม่หวานผลิตจากเมล็ดโกโก้ที่ผ่านกระบวนการบดและแยกไขมันบางส่วนออก จึงยังคงมีสารประกอบจากพืชอย่างฟลาแวนอลอยู่ และโดยทั่วไปไม่มีน้ำตาลเติมเพิ่มหากเป็นชนิดบริสุทธิ์

ส่วนช็อกโกแลตสำเร็จรูปมักมีส่วนผสมเพิ่มเติม เช่น น้ำตาล นม เนยโกโก้ หรือน้ำมันชนิดต่าง ๆ ทำให้ปริมาณพลังงานและน้ำตาลสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น หากพูดถึงประโยชน์ต่อสุขภาพจากโกโก้ งานวิจัยส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับโกโก้หรือผลิตภัณฑ์ที่มีฟลาแวนอลสูง มากกว่าช็อกโกแลตหวานทั่วไป

1. โกโก้ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าโพลีฟีนอลและฟลาแวนอลในโกโก้อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลิน กระบวนการเผาผลาญไขมัน และความรู้สึกอิ่ม แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า การดื่มโกโก้เพียงอย่างเดียวสามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่มีผลต่อน้ำหนักมากกว่าคือสมดุลของพลังงาน หากได้รับแคลอรีมากกว่าที่ร่างกายใช้เป็นประจำ น้ำหนักก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้ แม้เครื่องดื่มที่เลือกจะเป็นโกโก้ไม่หวานก็ตาม

หากต้องการดื่มโกโก้ระหว่างควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกผงโกโก้ไม่เติมน้ำตาล และระวังส่วนผสมเพิ่มเติม เช่น น้ำตาล นมข้น ครีม หรือไซรัป เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเพิ่มพลังงานให้เครื่องดื่มได้หลายเท่า

2. ฟลาแวนอลในโกโก้อาจเป็นประโยชน์ต่อหลอดเลือด

หนึ่งในประเด็นที่มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับโกโก้คือสุขภาพของหลอดเลือด ฟลาแวนอลในโกโก้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดคลายตัวและสนับสนุนการไหลเวียนของเลือด

งานวิจัยบางส่วนพบว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์โกโก้ที่มีฟลาแวนอลในปริมาณเหมาะสมอาจช่วยให้การทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดดีขึ้น และอาจช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อยในบางกลุ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่าโกโก้สามารถใช้รักษาความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจแทนยาได้

3. เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ

โกโก้เป็นอาหารที่มีโพลีฟีนอลในปริมาณค่อนข้างสูง สารเหล่านี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดความเสียหายจากภาวะเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและโรคเรื้อรังหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม การเรียกโกโก้ว่าเป็นอาหารที่ “ชะลอวัย” โดยตรงอาจเกินจริง เพราะสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้นขึ้นอยู่กับอาหารโดยรวม การออกกำลังกาย การนอนหลับ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกัน

4. อาจส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้

มีการศึกษาพบว่าโพลีฟีนอลในโกโก้อาจถูกจุลินทรีย์ในลำไส้นำไปใช้ และอาจช่วยส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์บางกลุ่ม จึงมีความเป็นไปได้ว่าโกโก้อาจมีคุณสมบัติคล้ายพรีไบโอติกในบางแง่มุม

แต่ยังไม่ควรสรุปว่าโกโก้ช่วยรักษาอาการท้องผูกหรือโรคทางเดินอาหารได้โดยตรง การกินอาหารที่มีใยอาหารหลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพลำไส้

5. โกโก้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นหรือไม่?

โกโก้มีสารหลายชนิด เช่น ธีโอโบรมีน แมกนีเซียม และสารตั้งต้นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท จึงมีการศึกษาถึงผลต่ออารมณ์และความรู้สึกตื่นตัว

บางคนอาจรู้สึกผ่อนคลายหรืออารมณ์ดีขึ้นหลังดื่มโกโก้ แต่ผลดังกล่าวอาจแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ควรนำโกโก้มาใช้แทนการรักษาภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ

โกโก้ผสมขิง ช่วยให้ “หลอดเลือดเด็กลง 20-40 ปี” จริงหรือ?

ในญี่ปุ่นเคยมีการแชร์สูตรโกโก้ผสมขิง โดยมีผู้กล่าวอ้างว่าส่วนประกอบของขิง เช่น จินเจอรอลและโชกาออล ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ขณะที่ฟลาแวนอลจากโกโก้ช่วยดูแลการทำงานของหลอดเลือด จนนำไปสู่คำโฆษณาว่าสามารถทำให้หลอดเลือด “อ่อนวัยลง” หลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกขนาดใหญ่ที่ยืนยันว่า การดื่มโกโก้ผสมขิงสามารถทำให้อายุของหลอดเลือดย้อนกลับไป 20-40 ปีได้จริง คำกล่าวในลักษณะดังกล่าวจึงควรตีความด้วยความระมัดระวัง

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของยุโรประบุว่า ฟลาแวนอลจากโกโก้ในปริมาณที่กำหนดอาจช่วยคงการขยายตัวของหลอดเลือดตามปกติ และสนับสนุนการไหลเวียนของเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ “ย้อนวัยหลอดเลือด” ได้อย่างที่มักแชร์กันบนโซเชียลมีเดีย

ถ้าอยากดื่มโกโก้เพื่อสุขภาพ ควรเลือกแบบไหน?

หากต้องการประโยชน์จากโกโก้ ควรเลือกผงโกโก้ไม่หวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลเติมน้อย เพราะข้อดีของโกโก้อาจถูกกลบด้วยน้ำตาลและพลังงานจากส่วนผสมอื่นได้

นอกจากนี้ ควรสังเกตปริมาณคาเฟอีนและธีโอโบรมีนด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อสารกระตุ้น เพราะโกโก้แม้มีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟ แต่ก็อาจทำให้บางคนใจสั่นหรือนอนหลับยากได้หากดื่มในปริมาณมากหรือช่วงใกล้เข้านอน

ท้ายที่สุด กรณีหญิงชาวญี่ปุ่นที่กินโซบะจำนวนมากแต่ยังรักษารูปร่างได้ และเชื่อว่าการดื่มโกโก้ต่อเนื่องหนึ่งปีมีส่วนช่วยนั้น เป็นเรื่องราวส่วนบุคคลที่ไม่สามารถใช้พิสูจน์ว่าโกโก้ทำให้ “กินเท่าไรก็ไม่อ้วน” ได้

สิ่งที่งานวิจัยสนับสนุนมากกว่าคือ โกโก้ไม่หวานที่อุดมด้วยฟลาแวนอลอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลอดเลือด การต้านอนุมูลอิสระ และอาจมีผลดีต่อระบบเผาผลาญบางด้าน แต่ไม่ใช่อาหารลดน้ำหนักหรือยาวิเศษ

หากชอบดื่มโกโก้ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ โดยเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาลและรับประทานในปริมาณเหมาะสม ส่วนการควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพระยะยาวยังต้องอาศัยการกินอาหารหลากหลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับให้เพียงพอเป็นหลัก

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล